The Debate

firefly frenzy: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

โหลดเกมส์slotxo,2)นักลงทุนที่มี BECL อยู่แล้ว แนะนำให้ถือ BECL ต่อไปภาพรวมตั้งแต่ต้นปีถึง 31 ตุลาคม 2558 ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นเพียง 0.99% ในขณะที่กองทุนหลักของกองทุนเปิดเค ยูเอสเอ หุ้นทุน (K-USA) กลับมีผลการดำเนินงานที่สามารถเอาชนะตลาดได้ถึงเกือบ 11% เนื่องจากความสามารถในการคัดเลือกหุ้นที่เหมาะสมของผู้จัดการกองทุน อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของบลจ.กสิกรไทย มองว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯปัจจุบันมีมูลค่าการซื้อขายและราคาอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูงแล้ว ผู้ลงทุนจึงต้องใช้ความระมัดระวังหากต้องการเข้าลงทุนเพิ่มเติม,โดยจะเสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนสถาบัน และ/หรือ ผู้ลงทุนรายใหญ่ เปิดจองซื้อในวันที่ 6 และ 9 พ.ย. 58 โดยผ่านธนาคารกสิกรไทย ซึ่งเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ และเป็นผู้ค้ำประกันด้วย、slot โปร ฝาก 10 รับ 100、ดัชนี SET อยู่ที่ 1,424 จุด +1.54 จุด +0.11% ปริมาณซื้อขาย 19,650 ลบ. ,ทั้งนี้บริษัทหรือบริษัทย่อยในกลุ่มทำสัญญากับ Jiangsu New Yangzi Shipbuiding Co.,Ltd ประเทศจีน โดยเป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ใช้ในการให้บริการขนส่งสินค้าในภูมิภาค ขนาด 20,000 เมตริกตันต่อลำ จำนวนบรรทุก 1,688 ทีอียูต่อลำ ขนาดความยาวทั้งหมด 172 เมตรต่อลำ โดยราคาต่อลำ 23 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 820.87 ล้านบาท ราคารวม 46 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1,641.74 ล้านบาทขณะที่ ผลการดำเนินงานช่วง 9 เดือนแรกมีกำไรสุทธิ 1,032.29 ล้านบาท หรือ 1.16 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 879.24 ล้านบาท หรือ 0.99 บาทต่อหุ้นบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSCรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 มีกำไรสุทธิ 58.53 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.16 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 49.35 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.14 บาทต่อหุ้นสำหรับในต่างประเทศ อนุมัติหลักการให้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมเพื่อดำเนินธุรกิจเครือข่าย ด้วยระบบขายตรงหลายชั้น MLM (Multi-Level-Marketing) สำหรับประเทศในกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ยกเว้นประเทศไทย โดยมีสำนักงานในประเทศสิงคโปร์ทั้งนี้ ผลการสำรวจของนักวิเคราะห์ระบุว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรประจำเดือนต.ค.จะเพิ่มขึ้น 183,000 ตำแหน่ง โดยเพิ่มขึ้นจากระดับ 142,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. และคาดว่าอัตราการว่างงานจะลดลงสู่ระดับ 5.0% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี หรือนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2008ITD มูลค่าการซื้อขาย 2,658.76 ล้านบาท ปิดที่ 7.55 บาท ลดลง 0.15 บาท , NINE งบฯ Q3 พลิกขาดทุน หลังรายได้จากการขายโฆษณา-รับผลิตรายการทีวีดิจิตอลลดบริษัท เมโทรซิสเต็มส์คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ MSCรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/58 สิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.58 มีกำไรสุทธิ 58.53 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.16 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 49.35 ล้านบาท หรือมีกำไรสุทธิ 0.14 บาทต่อหุ้นหุ้นเฟซบุ๊กพุ่งขึ้น 4.64% หลังจากบริษัทเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาสสามของปี 2558 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 11% ขณะที่รายได้พุ่ง 41% แตะ 4.5 พันล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับไตรมาสสามของปีก่อนหน้าที่มีรายได้ 3.2 พันล้านดอลลาร์ เนื่องจากภาคธุรกิจหันมาใช้พื้นที่โฆษณาบนเฟซบุ๊กเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้รายได้จากการโฆษณานั้นมากจนสามารถชดเชยงบประมาณที่ทางบริษัทได้ทุ่มให้กับโครงการต่างๆ ได้สืบเนื่องจากขณะนี้ร่างสัญญาสัมปทานโครงการต่างๆที่ BECL และ BMCL เป็นคู่สัญญาได้ผ่านการพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว และอยู่ระหว่างเสนอขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในการควบรวมบริษัท และแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการต่างๆที่ทั้งสองบริษัทเป็นคู่สัญญาใหม่ที่เกิดจากการควบรวม โดยคาดว่าการควบรวมของสองบริษัท จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ทั้งสองบริษัทสามารถดำเนินการควบรวมบริษัทได้แล้วเสร็จภายในปี 58,ทั้งนี้ หลังกำไรสุทธิครึ่งปีแรกปี 58 เป็น 222 ล้านบาทซึ่งเป็นสัดส่วนเพียง 8% เทียบกับประมาณการทั้งปี แสดงว่ากำไรสุทธิในส่วนที่เหลือของปีจะสูงมาก เพราะได้รับประโยชน์จากธุรกิจของบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน จำกัด (มหาชน) หรือ HEMRAJ ที่ซื้อเข้ามา ผนวกกับจะมีการขายสินทรัพย์เข้าสู่กอง REIT อีกหลายรายการ AMATA/14.60 บลจ.กสิกรไทย แนะลงทุนหุ้นยุโรปมองเศรษฐกิจฟื้น-อัตราเติบโตกำไรสูงทั้งนี้ อัตราค่าบริการใหม่ของ THAI Sky Connect เริ่มต้นแพ็คเกจราคาใหม่ที่พิเศษสุด ดังนี้ ทั้งนี้ ที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติเพิ่มทุนจำนวน 6,822 ล้านหุ้น ด้วยการให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นเดิมสามารถจองหุ้นเพิ่มทุนในอัตราส่วนที่กำหนดไว้ 1 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ได้ในราคา 0.25 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (BV) รวมถึงผู้ถือหุ้นเดิมจะได้รับการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ (EMC-W5) ตามสัดส่วนการถือหุ้นโดยไม่คิดมูลค่า ในอัตราส่วน 2 หุ้นสามัญใหม่ที่จองซื้อหุ้นเพิ่มทุน ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ EMC-W5 ในราคาใช้สิทธิเท่ากับ 0.25 บาทต่อหุ้น โดยผู้ถือหุ้นได้อนุมัติเพิ่มทุนดังกล่าวด้วยมติเห็นด้วย 2,288,479,849 เสียง คิดเป็น 96.59% จากจำนวนเสียงของผู้ถือหุ้นที่ร่วมประชุมทั้งหมด 2,369,338,362 เสียงAsefa (ASEFA TB; THB 5.10) ซื้อ แนวต้าน : 5.50 และ 5.60 แนวรับ : 5.10 และ 5.05 ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเกิดสัญญาณซื้อทางเทคนิค พร้อมด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างแข็งแกร่งหลังจากเคลื่อนไหวออกด้านข้าง ทำให้แนวโน้มของราคาหุ้นยังมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง MACD ปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยที่ระดับ 0 เครื่องมือทางเทคนิคชี้วัดแนวโน้มขึ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นเหนือแนวโน้มลง RSI ปรับตัวเพิ่มขึ้นเข้าใก้ระดับ 60 แนะนำซื้อ ASEFA โดยมีแนวรับที่ 5.10 และ 5.05 และมีแนวต้านที่ 5.50 และ 5.60 เป็นจุดขายทำกำไร STOP LOSS ถ้าราคาหุ้นปิดต่ำกว่า 4.90 ลงไป。

นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายที่จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มถึงระดับ 100 MW แต่การหากำลังผลิตเพิ่มจะต้องผ่านพ้นช่วงการนำบริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยทำธุรกิจไฟฟ้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(SET)ก่อน เพื่อนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปขยายการลงทุน คาดว่าจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปครั้งแรก(IPO)ราวเดือนพ.ค.59 ก่อนนำหุ้นเข้าซื้อขายใน SET ในปีเดียวกันด้วย APCO งบฯ Q3/58 กำไรลดเกือบ 40% หลังรายได้ลด-รายจ่ายเพิ่ม ,นอกจากนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐยังสร้างแรงกดดันต่อภาวะการซื้อขายเมื่อคืนนี้ด้วย โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยเมื่อวานนี้ว่า จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์ที่แล้ว เพิ่มขึ้น 16,000 ราย สู่ระดับ 276,000 ราย ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 260,000 ราย ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยว่า ประสิทธิภาพการผลิตของแรงงานนอกภาคเกษตร เพิ่มขึ้น 1.6% ในไตรมาส 3 เมื่อเทียบรายไตรมาส แต่ชะลอตัวจากที่ปรับตัวขึ้น 3.5% ในไตรมาส 2 เกาะติดหุ้นเด็ด เด็กแนว ราคาปิดประจำวันที่ 5 พ.ย. 58 ตลอดทั้งวันนี้เงินบาทแกว่งในกรอบแคบๆ ตลาดรอดูสหรัฐประกาศตัวเลข Non farm Payroll คืนนี้ก่อน เพราะถ้าออกมาดีกว่าเดือนที่แล้ว ดอลลาร์ก็น่าจะแข็งค่าขึ้น นักบริหารเงินกล่าว ขณะที่ต้นสัปดาห์คาดว่าหน้าเงินบาทจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.50-35.70 บาท/ดอลลลาร์โดยแผนการใช้เงินลงทุนดังกล่าวรวมถึง แผนซื้อหุ้น GIDEC อีกจำนวน 50% คืนจาก EGCO เงินลงทุน 210 ล้านบาท เพื่อให้มีสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 100% และแผนการซื้อหุ้น 100% ของโรงไฟฟ้าชีวภาพดังกล่าว จำนวน 3 โรงในจ.สุพรรณบุรี และอีก 1 โรงในจ.กาญจนบุรี ทั้งนี้ บริษัทเป้าหมายดังกล่าวมีใบอนุญาตขายไฟฟ้า(PPA) จำนวนรวมกันทั้งสิ้น 10.6 เมกะวัตต์ คาดจะใช้เงินลงทุนราว 900 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าการเข้าซื้อกิจการจะเกิดขึ้นภายในปี 59,USDZ15/35.67กราฟโค้งกลับตัวขึ้นเป็นกะทะหงาย (Rounding bottom) โดยล่าสุดราคาสามารถปิดเหนือเส้น EMA 10 วันได้ รวมทั้งเครื่องมือ RSI + MACD ชี้ขึ้นสนับสนุนเป็นสัญญาณซื้อทั้งคู่ จึงคาดว่าจะดีดตัวขึ้นต่อได้แนวต้าน 56 58 บาท" SET พรุ่งนี้ผันผวนต่อ ไม่หลุด 1,410 ได้ลุ้นรีบาวด์" คำแนะนำ : เราแนะนำให้ Open Short ใน TPIPLZ15 ที่แนวต้าน 2.46-2.50 เนื่องจากทิศทางหลักยังมีโอกาสปรับตัวลดลงไปทดสอบ 2.36 และ 2.20กลยุทธ์ที่แนะนำ :ช่วงบ่าย: คาดแกว่งตัวแคบไปจนถึงมีโอกาสอ่อนตัวลงได้ต่อ โดยหากต่ำกว่า 1410 จุด จะเป็นสัญญาณลบมากขึ้น ส่วนแนวต้านระยะสั้นอยู่ที่ 1420 จุด ประเด็นสำคัญ รอตัวเลขจ้างงานสหรัฐคืนนี้ จะเป็นปัจจัยมีอิทธิพลต่อ SET ช่วงต้นสัปดาห์หน้า กลยุทธ์ หากจะเก็งกำไร เน้นเพียงรอบสั้นๆ และเหมาะกับผู้รับความเสี่ยงได้สูง ทั้งนี้ หุ้นแนะนำตามสัญญาณเทคนิค ได้แก่ APCO (รับ 1.81 ต้าน 1.96 cut 1.76) และ TPCH (รับ 18.60 ต้าน 19.8 cut 18.0)จากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเที่ยวบินของบริษัทฯ ทำให้ต้องเลื่อนตารางบินในเส้นทางดังกล่าวออกไป ทั้งนี้ บริษัทฯ จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและจะทำการบินให้บริการ เมื่อท่าอากาศยานเดนปาซาร์เปิดให้บริการตามปกติแนวต้าน : 914 และ 916 แนวรับ : 908 และ 905 SET ปิดเช้าบวก 1.54 จุด JAS ซื้อ-ขายสูงสุด 1.29 พันลบ. หลักเกณฑ์ปัจจุบันใช้บังคับมาตั้งแต่ปี 2546ในขณะที่บริษัทจดทะเบียนมีพัฒนาการดำเนินธุรกิจไปมากมีความหลากหลายและซับซ้อนกว่าเดิม จึงจำเป็นต้องปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น ไม่เป็นภาระมากเกิดไป แต่ผู้ถือหุ้นก็ยังได้รับความคุ้มครองที่เหมาะสม นายชาลีกล่าวด้านนายเดนนิส ล็อคฮาร์ท ประธานเฟดสาขาแอตแลนตา กล่าวเมื่อวานนี้ว่า มีความเป็นไปได้อย่างมากที่เฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ เนื่องจากความเสี่ยงต่อแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐ อันเป็นผลมาจากภาวะชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและความผันผวนในตลาดการเงินนั้น ได้ลดน้อยลง โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มจะอยู่ในช่วงการขยายตัวที่เหนือศักยภาพ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการปรับขึ้นดอกเบี้ย,ส่วนกำไรสุทธิปีนี้คาดว่าจะน้อยกว่าปีก่อนที่ระดับ 93.7 ล้านบาท เนื่องจากปีก่อนมีบันทึกกำไรพิเศษเข้ามากว่า 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม หากเทียบกำไรจากผลการดำเนินงานถือว่ามากกว่าปีก่อน แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจะกดดันให้รายได้ปีนี้ทำได้ใกล้เคียงปีก่อนที่ราว 1.15 พันล้านบาทก็ตาม แต่บริษัทใช้กลยุทธ์ขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่องเพื่อให้อัตรากำไรอยู่ในระดับที่ดี。 BRR เข้าเพิ่ม เป้าหมาย 14.80 บาทสำหรับปัจจัยบวกมาจาก ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น 3 มาตรการ, ดัชนี SET เดือนต.ค.ปรับเพิ่มขึ้น 45.94 จุด, ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลงTPIPL (Bt 2.48 ซื้อคืนปิด short โดยเฉพาะถ้าไม่ต่ำกว่ารับแรก)โดยออกหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท จำนวน 645,300,000 หุ้น พาร์หุ้นละ 0.10 บาท ราคาเสนอขายหุ้นละ 0.75 บาท คิดเป็นมูลค่า 483,975,000 บาท ซึ่งจะจัดสรรให้กับบุคคลในวงจำกัด (PP) เพื่อใช้ชำระค่าตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นของออคิด วิลล์ ซึ่งประกอบด้วยนายวิภาต ภัคอธิคม ,นางสาวกานต์ธิดา ภัคอธิคม ,นางสาวกานต์ชนิด ภัคอธิคม ,นางสาวศิริวรรณ คุณานพรัตน์ และนางจุฬาวรรณ ภัคอธิคม รวมเรียกว่ากลุ่มภัคอธิคม จำนวนทั้งหมด 50,000 หุ้น พาร์หุ้นละ 100 บาท หรือคิดเป็นอัตราส่วนการแลกหุ้นเท่ากับ 1 หุ้นสามัญของออคิด วิลล์ ต่อ 12,906 หุ้นเพิ่มทุนของบริษัท。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.