The Debate

สล็อต น้อง ใหม่ แจก เครดิต ฟรี: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

หวย ประจำ วัน ที่ 16 พฤศจิกายน 2562,ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคส่งสัญญาณพลิกฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม จากการศึกษาของศูนย์วิเคราะห์ฯ พบว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการบริโภคสินค้าคงทน เนื่องจากสินค้าคงทนส่วนใหญ่มีราคาค่อนข้างสูง เช่น รถยนต์ ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องมีความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ของเศรษฐกิจและรายได้พอสมควร ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าเหล่านี้KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,027.18 ล้านบาท ปิดที่ 153.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาทกลยุทธ์ระยะสั้นรอผลการประชุมเฟดก่อน ขณะระยะยาวน่าทยอยซื้อช่วงอ่อนตัว หลังคาดว่าสถาบันน่าจะเริ่มทยอยซื้อสะสม ขณะตลาดส่วนหนึ่งรับข่าวการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในระดับหนึ่งแล้ว"INTU28C1602A +166.7% (INTUCH +8.1%)" โดยบริษัทได้เข้าไปบริหารพื้นที่จอดพักรถยนต์ให้แก่โรงงานผลิตรถอีซูซุ ย่านสำโรง เป็นระยะเวลา 3 ปี (59-61) โดยเตรียมนำระบบซอฟท์แวร์ AYMS (Automotive Yard Management System)ที่พัฒนาขึ้นเองเข้าไปใช้บริหารจัดการเพื่อยกระดับการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ธปท.มั่นใจสำรองธนบัตรเพียงพอการใช้จ่ายของประชาชนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ประมูล 4G รอบที่ 5 เคาะราคาถึง 16,084 ลบ. ทั้งสองใบโดยบริษัทกำหนดเป้าหมายระยะสั้น ที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งรวมตามสัดส่วนการถือหุ้นเพิ่มจากปัจจุบันอีก 600 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 62 ซึ่งส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของบริษัทโดยผู้ค้ามองว่าราคาทองคำในตลาดโลกน่าจะมีกรอบราคาสูงสุดอยู่ระหว่าง 1,100-1,120 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ส่วนกรอบการเคลื่อนไหวของราคาต่ำสุดอยู่ที่ 1,000-1,020 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ สำหรับราคาทองคำแท่งในประเทศ (ความบริสุทธิ์ 95.5%) กลุ่มตัวอย่างให้น้ำหนักราคาสูงสุดที่ 19,000-19,500 บาทต่อหนึ่งบาททองคำ และกรอบการเคลื่อนไหวต่ำสุดอยู่ที่ 17,000-17,500 บาทต่อหนึ่งบาททองคำนายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) หรือ PJW เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 59 คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้ารายได้เติบโต 8-10% เมื่อเทียบกับปีนี้ ส่วนความคืบหน้าการเจรจาลูกค้าในประเทศจีน 1-2 ราย เพื่อรับงานแพ็คเกจจิ้ง มูลค่าประมาณ 200-300 ล้านบาท คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกลางปีหน้า ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้ของบริษัทฯเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ?รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเป็นประธานการประชุม โดยจะได้มีการหารือถึงความพร้อมของแต่ละกระทรวงในการเตรียมแถลงผลงานรัฐบาลในระหว่างวันที่ 23-25 ธ.ค.นี้พร้อมทั้งความคืบหน้าการออกมาตรการของกระทรวงต่างๆเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนขณะที่บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 59 จะเติบโตราว 15% และปี 61 จะเพิ่มเป็น 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะมาจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์เดิมที่มีอยู่ทั้งหมด 4 กลุ่ม, การนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการขยายตลาดในกลุ่ม CLMVSET ปรับตัวลงแรง SET เปิดช่วงเช้าในแดนลบ และปรับตัวลงต่อไปทดสอบแนวรับที่ระดับ 1,250 จุด จากแรงเทขายหุ้นกลุ่มพลังงานไทย รวมถึงหุ้นตลาดในภูมิภาคที่ปรับตัวลงกันถ้วนหน้าหลังจากราคาน้ำมันดิบทำจุดต่ำสุดใหม่ ช่วงเช้าดัชนี SET index ปิดที่ระดับ 1,254.36 จุด, -2.07% ด้วยปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.2 หมื่นล้านบาท หุ้นกลุ่มหลักที่ปรับตัวลงได้แก่ พลังงาน (-3.4%) ก่อสร้าง (-2.9%) และ ปิโตร (-2.8%) ในขณะที่ ขนส่ง (+1.1%) ปรับตัวขึ้นหนุนตลาด ด้านค่าเงินบาททรงตัวใกล้ระดับ 36.00 บาทS50Z15/798.00,ขณะที่ ล่าสุดราคาหุ้นบริษัท ไดเมท (สยาม) จำกัด (มหาชน) หรือDIMETปิดตลาดเช้าอยู่ที่ 5.65 บาท ไม่เปลี่ยนแปลง สูงสุด 5.80 บาท ต่ำสุด 5.60 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.07 ล้านบาทบทสรุปความคิดเห็นผู้ค้าทองคำ (Gold Trader Consensus) จากผู้ประกอบกิจการค้าทองคำรายใหญ่ ผู้ค้าส่งทองคำ และผู้ประกอบกิจการนายหน้าซื้อขายสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับราคาทองคำ จำนวน 5 ตัวอย่าง พบว่าผู้ค้าส่วนใหญ่เชื่อว่าราคาทองคำในประเทศเดือนธันวาคม 2558 มีแนวโน้มอ่อนตัวลงสอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำ โดยเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจากสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ และแรงขายเก็งกำไรที่อาจจะทำให้ราคามีโอกาสทำจุดต่ำสุดใหม่ ส่วนทองคำในประเทศเชื่อว่าปรับตัวลงไม่มากนักจากการอ่อนตัวของค่าเงินบาท โดยมีผู้ค้า 1 รายมองทองคำเฉลี่ยทองคำในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม 1 รายมองราคาทองเฉลี่ยจะใกล้เคียงกับเดือนพฤศจิกายน และมีกลุ่มผู้ค้า 3 รายที่เชื่อว่าราคาทองคำในประเทศเฉลี่ยในเดือนธันวาคมจะปรับตัวลดลงเทียบกับเดือนพฤศจิกายนCSS/3.88 SAPPE มีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 17.60 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 19.80 บาท (จุด Stop Loss อยู่ที่ 14 บาท)แนวรับ 4.08-4.16 บาท。

อย่างไรก็ตาม Call DW บนหุ้น UNIQ และ AAV ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนตลาดตามหุ้นอ้างอิง ตัวอย่างเช่น UNIQ28C1603A +4.8% และ AAV28C1605A +1.8% เทียบกับหุ้นอ้างอิงที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.7% และ 0.4% ตามลำดับ ในขณะที่ Call DW บนหุ้น IRPC และ TRUE ปรับตัวลงแรงหลังหุ้นอ้างอิงปิดลบ 5.9% และ 6.5% อาทิ IRPC28C1602A -32.3% และ TRUE28C1604A 28.6% เป็นต้นนอกจากนี้ บริษัทมีการติดตามสถานการณ์ราคาน้ามันอย่างใกล้ชิด และมีการเตรียมความพร้อมโดยการบริหารสภาพคล่องให้มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะราคาน้ามันที่ผันผวนในตลาดโลก ประเด็นจับตา/ติดตาม: 2. อนุมัติให้ บริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด (บริษัทย่อย) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นร้อยละ 99.99 ดำเนินการแปรสภาพจากบริษัทจำกัด เป็น บริษัทมหาชนจำกัด ขณะที่เปลี่ยนชื่อบริษัทจากเดิมชื่อบริษัท บ่อพลอย โซล่าร์ จำกัด เป็นชื่อใหม่บริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกทั้งเปลี่ยนแปลงมูลค่าที่ตราไว้ จากเดิมมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.10 บาท นอกจากนี้ยังเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 180 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 720 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 900 ล้านบาท,15.ถนนจักรพรรดิพงษ์ตั้งแต่แยกจักรพรรดิพงษ์ ถึงจุดตัดถนนพระราม 4 16.ถนนนครสวรรค์ ตั้งแต่แยกจักรพรรดิพงษ์ถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ 17.ถนนพะเนียงตลอดสาย 18.ถนนกรุงเกษม ตั้งแต่แยกเทวกรรมถึงแยกสะพานขาว 19.ถนนหลานหลวงตั้งแต่แยกยมราชถึงสะพานขาว 20.ถนนอนันตนาค ตลอดสาย21.ถนนพญามหาอำมาตย์ตลอดสาย 22.ถนนบำรุงเมืองตั้งแต่แยกแม้นศรีถึงแยกกษัตริย์ศึก 23.ถนนพระราม1ตั้งแต่แยกกษัตริย์ศึก ถึงแยกพงษ์พระราม 24.ถนนยศเสตลอดสาย 25.ถนนพลับพลาไชยตั้งแต่จุดจัดตัดถนนมังกรถึงถนนกรุงเกษม 26.ถนนพลับพลาไชยตั้งแต่จุดตัดถนนมังกรถึงถนนบำรุงเมือง (แยกอนามัย) 27.ถนนหลวงตั้งแต่แยกวรจักรถึงแยกนพวงศ์ 28.ถนนกรุงเกษมตั้งแต่แยกหัวลำโพงถึงแยกนพวงศ์ 29.ถนนมิตรพันธ์ ตั้งแต่จุดตัดถนนมังกรถึงถนนหลวง เมื่อขบวนเคลื่อนผ่านไปแล้วจะเปิดการจราจรตามปกติทั้งนี้ เป็นผลจากการการประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพผ่านรายการโทรทัศน์ ทางททบ.5 สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น อีกทั้งบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกับสมาชิกเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ยอดขายจากช่องทาง Call Center และเครือข่ายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลดวงตาและข้อเข่าส่วนในระยะยาวนั้น บริษัทตั้งเป้าที่จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเป็น 188 เมกะวัตต์ในปี 60 และสูงขึ้นไปถึง 277 เมกะวัตต์ ในปี 61 ซึ่งจะทำให้บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงานเพิ่มเป็น 80% และอีก 20% เป็นธุรกิจผลิตงาน,นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นพันธมิตรกับ First Solar ติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ที่โครงการและโฮมออฟฟิสเพื่อให้ลูกค้ามีรายได้จากการขายไฟให้รัฐ หรือใช้ไฟฟรีนาน 25 ปี, จะเห็นความมุ่งมั่นทั้ง 4 รายเข้มข้น เราจะเห็นทุกรายเคาะราคาทุกรายคาดว่าจะเคาะเกิน 3 ทุ่ม นพ.ประวิทย์กล่าวนายเปรมชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการทั้งไทยและญี่ปุ่นให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในพื้นที่ทวายประมาณ 75 ราย กระจายในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยางพารา และสิ่งทอ เป็นต้น โดยเฉพาะมีผู้ประกอบการผลิตน้ำมันปาล์มมีความต้องการพื้นที่ 300 ไร่ ทั้งนี้ คาดว่าลูกค้าสามารถเข้ามาสร้างโรงงานได้ในปี 60 เพื่อย้ายโรงงานจากไทยหลังจากที่หมดสิทธิพิเศษทางภาษี (GSP) ในปี 61 โดยจะกำหนดราคาขายไร่ละ 3.5 ล้านบาท ใกล้เคียงนิคมอุตสาหรรมกบินทร์บุรี คาดว่าจะเริ่มขายได้หลังจากลงมือก่อสร้างในเดือนมี.ค.59 ซึ่งจะได้สิทธิเป็นเจ้าของที่ดิน อย่างไรก็ตามคาดว่านักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาเมื่อโครงสร้างพื้นฐานครบที่ใช้เวลากว่าจะเสร็จในอีก 3 ปีส่วนผลการดำเนินงานในปี 58 บริษัทฯคาดรายได้น่าจะทำได้ใกล้เคียงปีก่อน ที่อยู่ที่ 2.7 พันล้านบาท และคาดยอดขายน่าจะทำได้ใกล้เคียง 4 พันล้านบาท โดยปัจจุบันมียอดขายรอโอน อยู่ที่ 2,600 ล้านบาท คาดจะทยอยรับรู้รายได้ในไตรมาส 4/59 ราว 300-400 ล้านบาท และที่เหลือจะรับรู้ในปีถัดไปนายเปรมชัย กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทและ ROJNA ได้ลงนามในสัญญาสัมปทานการพัฒนาโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายระยะแรก เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 58 ได้มีข้อตกลงที่ต้องดำเนินการ 57 ข้อ ซึ่งทำได้แล้ว 27 ข้อ คาดว่าจะทำได้ครบทั้งหมดภายในเดือน ม.ค.59 หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างเมียนมาร์และไทยเพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) อนุมัติรับรองก่อนที่จะได้ข้อตกลงเงินกู้กับทางธนาคารในเดือนก.พ. 59 และจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมี.ค.59 นอกจากนี้ การปรับตัวลดลงของราคาหุ้นในกลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่ในปัจจุบันหลังจากการประมูลในอนุญาตคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์เสร็จ น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับการกลับเข้าไปซื้อสะสมหุ้นกลุ่มในกลุ่มโทรศัพท์เคลื่อนที่อีกครั้ง และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่น่าสนใจในระดับ 6-7.5%ขณะเดียวกัน นักลงทุนต่างรอดูการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 15-16 ธ.ค.นี้ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบเกือบทศวรรษ สรุปหุ้นขึ้นแรงมีประเด็นหนุนประจำวันที่ 15 ธ.ค.58KIAT Trading แนวรับ 0.63 แนวต้าน 0.70, 0.74 ตัดขาดทุน 0.60 สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) TDEX มูลค่าสูงสุด 243.59 ลบ.、นอกจากนั้น ยังเตรียมรุกเข้า 3 แขวงสำคัญคือ เชียงขวง-บอริคำไซ-ไซยะบุรี หวังงาน FA ให้บริษัทไทยที่เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานไฟฟ้าได้มีทางเลือกในการระดมทุนเพิ่มเติมรวมถึงการบริการฝากสินค้าและเช่าพื้นที่คลังสินค้า (Warehousing services) ให้กับลูกค้า ซึ่งจะทำให้ลูกค้าของทั้งสองบริษัทมีทางเลือกในการใช้บริการที่หลากหลายขึ้น ในการขยายทำเลให้ครอบคลุมมากขึ้น เสมือนเป็นการเพิ่มทั้งจำนวนคลังสินค้าและบริการต่างๆ โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่มแต่อย่างใดสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ เนื่องจากนักลงทุนเข้ามาช้อนซื้อเก็งกำไรหลังจากสัญญาน้ำมันดิบร่วงหลุดระดับ 35 ดอลลาร์/บาร์เรลในระหว่างวันราคาหุ้นบริษัท สหมิตรถังแก๊ส จำกัด (มหาชน) หรือSMPCปิดตลาดวันนี้ (15 ธ.ค.)อยู่ที่ 6.20 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.64% สูงสุด 6.30 บาท ต่ำสุด 6.15 บาท มูลค่าการซื้อขาย 12.58 ล้านบาท ด้านนายฤทธิรงค์ บุญมีโชติ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจกุ้ง TU เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาทียูมีเงื่อนไขให้สถานประกอบการแปรรูปสัตว์น้ำอิสระปฏิบัติตามอย่างเข้มงวดและมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ (Audit) ยอมรับว่า บางครั้งยังมีการตรวจพบแรงงานต่างด้าวเข้าเมืองมาไม่ถูกต้อง ถือเป็นความเสี่ยง จึงถึงเวลาต้องเลิกจ้าง ซึ่งหวังว่าลูกค้าจะสนับสนุนการดำเนินนโยบายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มีแนวโน้มที่บริษัทอื่นจะดำเนินการลักษณะเดียวกันโดยลงนามสัญญาวันนี้ (14 ธ.ค.) มูลค่าสัญญาประมาณ 138,113,000 บาท ระยะเวลาดำเนินการ ประมาณ 18 เดือน。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.