The Debate

modern warfare free multiplayer weekend: The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay

fifa 2021 gameplay,ทั้งนี้ เนื่องจากห้างดังกล่าวอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ คือสี่แยกราชประสงค์ ทำให้มีผู้มาใช้บริการในห้างดังกล่าวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงผู้ที่มาชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์พารากอนซีนิเพล็กซ์ทั้ง 14 โรงที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งจำนวนรอบฉายหนังในโรงภาพยนต์ในสาขาดังกล่าวยังลดลงจากเดิมกว่า 10 รอบต่อวัน ทั้งนี้ รายได้จากสาขาพารากอนคิดเป็น 7% ของรายได้ธุรกิจโรงภาพยนต์ของ MAJOR ในขณะที่โรงภาพยนตร์สาขาอื่นยังให้บริการปกติ แต่มีความเสี่ยงที่สาขาอื่นๆในใจกลางเมือง อาทิ สาขาที่ Emquartier อาจได้ผลกระทบผู้ชมภาพยนตร์ลดลงกว่าปกติ เนื่องจากเป็นย่านกลางใจเมือง ที่มีโอกาสเป็นพื้นที่เสี่ยง ต่อการก่อเหตุการณ์รุนแรงทั้งนี้ คาดว่าหากบริษัทไม่ได้งานใหม่ตามเป้าหมายในปีนี้ ก็จะส่งผลให้รายได้ในปี 59 จะไม่เติบโต หรือมีรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาทที่รับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ แต่หากได้งานใหม่ปีนี้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายก็จะดันรายได้ปีหน้าขึ้นไปชนระดับ 2 หมื่นล้านบาทได้ ตอนนี้ยังประเมินว่าดัชนีร่วงมาแล้ว 28 จุดตอนปิดภาคเช้า ต่อไปภาคบ่ายจะเป็นยังไง ขอดูตอนปิดตลาดก่อนแล้วค่อยประเมินอีกที แต่คาดว่าในระยะกลาง-ยาวจะไม่กระทบ เพราะหุ้นไทยยังมีผลตอบแทนดีอยู่ และมองว่าโอกาสดีมีอยู่เสมอ ก็ต้องมีการวิเคราะห์และเรียนรู้ แต่เชื่อว่านักลงทุนไทยจะมองปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก นางเกศรา กล่าว สรุปซื้อขายกระดานรายใหญ่ (ภาคเช้า) SUPER มูลค่าสูงสุด 120.70 ลบ."ทั้งนี้ โรงแรมทั้งหมดจะเปิดให้บริการจำนวน 350 ห้อง ซึ่งขณะนี้ได้ลงนามในสัญญาการบริหารกับ Holiday Inn ไปแล้ว และอยู่ระหว่างการ ออกแบบเพื่อยื่น ขอ เสนอต่อคณะกรรมการ สิ่งแวดล้อมเพื่อ พิจารณาอนุญาตใน ลำดับถัดไป",โดยบริษัทมีเป้าหมายว่าจะทำให้รายได้เติบโตเฉลี่ยต่อปี 20% และคาดหวังรายได้จะแตะ 10,000 ล้านบาทในอนาคต ซึ่งจะมาจากงานต่างๆที่เรามีการเข้าไปประมูลและได้มา และการลงทุนในดาต้า เซ็นเตอร์ เพิ่มอีก รวมถึงเราก็มีการผลักดันให้บริษัทย่อยของเราเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ซึ่งก็จะช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ นายณัฐนัย กล่าวโดยในปีนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ขณะที่การลงทุนในต่างประเทศในปีนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการเมื่อวันที่ 13 ส.ค.มีมติอนุมัติเงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาทให้บริษัทเข้าไปลงทุนในโรงงานลักษณะคล้ายกับบริษัท ที่ประเทศญี่ปุ่น เพื่อช่วยเสริมศักยภาพในการผลิตชิ้นงานให้กับลูกค้าที่ประเทศญี่ปุ่นขณะที่ก่อนหน้านี้ ทางโรงเรียนมาแตร์ เดอี และโรงเรียนสาธิต มศว ปทุมวัน จะทำการปิดเรียน เนื่องจากตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุระเบิด ณ สี่แยกราชประสงค์ ส่วนโรงเรียนอื่นๆสำหรับเหตุการณ์ร้ายแรงที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมีดังนี้ ,*KIAT แนะนำซื้อเก็งกำไรในกรอบแนวรับแนวต้าน3. ปรับปรุงสูตรการคำนวณ 2 ส่วน คือแนวรับ 15.30-15.50 บาท รู้ยัง! ตลท.เปลี่ยนแปลงหน่วยการซื้อขาย SCC เป็น 50 หุ้นจากเดิม 100 หุ้นทั้งนี้บริษัทยังคงเป้าการได้งานใหม่ในปีนี้จำนวน 3 หมื่นล้านบาท โดยในครึ่งปีแรกได้งานใหม่แล้ว 5 พันล้านบาท ยังเหลืออีก 2.5 หมื่นล้านบาทที่คาดว่าจะได้มาในช่วงครึ่งปีหลัง โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานของเอกชน 2 แห่ง เป็นงานก่อสร้างโรงไฟฟ้าและอาคารสูง รวมมูลค่า 7-8 พันล้านบาท ทั้งนี้คาดว่าจะสรุปได้ในไตรมาส 4/58,S50U15 ฟื้นตัวเหนือระดับ 880 หลังจากปรับตัวลดลงเข้าใกล้แนวรับสำคัญของกรอบแนวโน้มขาลงที่ 875 เมื่อวาน แต่โครงสร้างในระยะสั้นกำลังฟอร์มตัวในรูปแบบสามเหลี่ยม ทำให้แนวโน้มระยะสั้น น่าจะมีโอกาสฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านที่ 890 และ 895 ถ้าทะลุผ่านแนวต้านที่ 895 ขึ้นไปได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ 914KBANK มูลค่าการซื้อขาย 1,565.28 ล้านบาท ปิดที่ 173.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาทดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงกดดัน หลังจากรายงานการประชุมนโยบายการเงินของเฟดประจำวันที่ 28-29 ก.ค.ที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ระบุว่า เจ้าหน้าที่กำหนดนโยบายหลายรายประเมินว่าภาวะทางเศรษฐกิจยังไม่เอื้อต่อการคุมเข้มนโยบายการเงิน โดยแสดงความวิตกว่าชาวอเมริกันจะยังคงชะลอการใช้จ่าย เจ้าหน้าที่เฟดไม่ได้ชี้ชัดถึงช่วงเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ย แม้มีการระบุว่าใกล้ถึงเวลาที่เฟดจะคุมเข้มนโยบายการเงิน ประเมินดัชนีมีแนวโน้มทรงตัวในภาคบ่าย มองตลาดเริ่มคลายกังวลจากการก่อการร้าย สังเกตได้จากหุ้นกลุ่มสายการบินมีการเคลื่อนไหวทั้งบวกและลบ ทำให้มองว่านักลงทุนเริ่มมองว่าปัจจัยได้สะท้อนไปในราคาหุ้นแล้ว โดย THAI, AAV, NOK ปิดเพิ่มขึ้นในช่วงปิดภาคเช้า มองหุ้นกลุ่มอิเล็คทรอนิกส์ (KCE, SVI, SMT) กลุ่มส่งออกอาหาร (TUF, CPF, GFPT) น่าสนใจ โดยมองได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าดัชนี MSCI Asia-Pacific ลดลง 0.1% แตะระดับ 136.83 จุด เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น.ตามเวลาโตเกียว。

STOP LOSS สถานะ Long ถ้าหลุด 880 แล้วไปรอที่แนวรับถัดไป 870-872ทั้งนี้อยากให้นักลงทุนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนในประเทศมาเป็นปัจจัยหลักที่มาใช้ในการลงทุน ซึ่งในสัปดาห์หน้าจะมีงานสัมมนาที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเกี่ยวกับการประเมินข้อมูลเรื่องอัตราผลตอบแทนเงินและการจ่ายเงินปันผล ซึ่งหุ้นไทยยังมีอัตราผลตอบแทนและจ่ายเงินปันผลที่ดีอยู่。 สำหรับแผนการพัฒนาช่องทางการขายในกลุ่มธุรกิจฟู้ดส์เซอร์วิส ซีพีเอฟจะใช้การขยายจำนวนร้านค้าใหม่ๆ ที่ต้องการเพิ่มเมนูอาหารคุณภาพแก่ลูกค้า ให้ครอบคลุมตลาดในประเทศมากขึ้น รวมทั้งจะร่วมมือกับลูกค้าในการคิดค้นและพัฒนาเมนูอาหารใหม่ๆ เพื่อรองรับความต้องการบริโภคเนื้อหมูระดับพรีเมี่ยมที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์ แถลงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/58 ขยายตัว 2.8% เทียบกับ 3% ในไตรมาส 1/58 เนื่องจากเศรษฐกิจภาคนอกเกษตรชะลอลง 3.5% ส่วนภาคเกษตรหดตัว 5.9% ขณะที่ GDP ปรับฤดูกาลทรงตัวที่ 0.4% เทียบกับที่ขยายตัว 0.3% ในไตรมาสที่แล้วโดยปัจจัยที่ส่งผลให้ราคาหุ้นกลุ่มโรงแรมมีการปรับตัวลงแรงในวันนี้ มาจากประเด็นที่มีเหตุการณ์วางระเบิดบริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อเวลา 18.55 น. ของวานนี้ (17 ส.ค.) ซึ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นกลุ่มดังกล่าว เนื่องจากนักท่องเที่ยวเกิดความวิตก และอาจส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลง , SUPER แข็งแกร่ง! ปรับตัวขึ้น 4 วันต่อเนื่อง โบรกฯ ชูเป้า 1.90 บ.บล.เคเคเทรดระบุว่า เหตุการณ์วางระเบิด ณ สี่แยกราชประสงค์ ช่วงหัวค่ำวานนี้ มีทั้งผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ถือเป็นปัจจัยลบที่สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมีนัย เชื่อว่า มีโอกาสสูงมากที่จะเกิด Panic selling ในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ช่วงเปิดตลาดเช้า โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว จะได้รับผลกระทบเชิง Sentiment ค่อนข้างมากทั้งสนามบิน (AOT), สายการบิน (AAV, BA, NOK, THAI), โรงแรม (CENTEL, ERW, MINT)ทั้งนี้ คาดว่าหากบริษัทไม่ได้งานใหม่ตามเป้าหมายในปีนี้ ก็จะส่งผลให้รายได้ในปี 59 จะไม่เติบโต หรือมีรายได้ 1.8 หมื่นล้านบาทที่รับรู้รายได้จาก Backlog ที่มีอยู่ แต่หากได้งานใหม่ปีนี้ได้ตามที่ตั้งเป้าหมายก็จะดันรายได้ปีหน้าขึ้นไปชนระดับ 2 หมื่นล้านบาทได้แนะนำซื้อ GLOBAL โดยมีแนวรับที่ 8.90 และ 8.80 และมีแนวต้านที่ 9.50 และ 9.80 เป็นจุดขายทำกำไร,ฟื้นตัวค่อนข้างแรงในระยะสั้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่ 9.95-10.00 และมีแนวต้านของกรอบแนวโน้มขาลงที่ 10.08 ถ้าสามารถทะลุผ่านขึ้นไปได้ จะมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปทดสอบ 10.30-10.34 แต่ในระยะสั้น การฟื้นตัวขึ้นมาทดสอบ 9.90-9.95 อาจมีแรงขายทำกำไรลดความเสี่ยง โดยมีแนวรับสำคัญที่ 9.48,นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับผลบวกจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า เนื่องจากรับรู้รายได้เป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ประกอบกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ก็ส่งผลดีต่อต้นทุนสายการบิน และการเพิ่มเที่ยวบินมากขึ้น รวมถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) ในช่วงปลายปี 58 ก็จะส่งผลทำให้มีการเปิดน่านฟ้ามากขึ้น และน่าจะทำให้ปริมาณการเติมน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต BTS พร้อมเพิ่มจำนวนเที่ยวรถ หลังมีการปิดการจราจรบางแห่งSVI ซื้อ ราคาหุ้นแกว่งขึ้นต่อเนื่อง หลังทะลุผ่านแนวเส้นค่าเฉลี่ย 3 เดือนขึ้นมาได้พร้อมปริมาณการซื้อขายหนาแน่น เครื่องมือ MACD เป็นบวกต่อเนื่อง เป็นจังหวะซื้อเก็งกำไร มีแนวต้านแรกที่แนวกด Downtrend Line บริเวณ 4.86 บาท และมีเป้าหมายถัดไปที่ 5.00 บาทนอกจากนี้ บริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ราว 80% ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่ มูลค่ารวมราว 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับงานในสัดส่วน 30% ซึ่งจะทยอยรู้ผลการประมูลงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ทั้งหมด นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เปิดเผยในงาน Governor s Talk โดยระบุถึงนายวิรไท สันติประภพ ที่จะมารับตำแหน่งผู้ว่าการ ธปท.คนต่อไปว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีด้วยความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่หลากหลาย2. ห้างสรรพสินค้า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN, บริษัท ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ROBINSทั้งนี้นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ของ KBANK เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทด้านพลังงานชั้นนำของไทย ได้แต่งตั้งให้ธนาคาร และธนาคารแลนด์แอนด์เฮ้าส์ ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการเงินกู้ร่วม (Mandated Lead Arrangers) และสนับสนุนสินเชื่อแก่บริษัท เพื่อดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บี. กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 และ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม บี. กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 2 มูลค่ารวม 3,400 ล้านบาทโดยเป็นวงเงินสินเชื่อสกุลบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ วงเงินสินเชื่อเพื่อการหมุนเวียนในธุรกิจ จากธนาคารกสิกรไทยกว่า 2,300 ล้านบาททั้งนี้ สำหรับการคำนวณ Ceiling Floor ของหลักทรัพย์ ILINK และ ILINK-W1 ในวันที่ 19 สิงหาคม 2558 ให้ใช้ราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายของหลักทรัพย์ดังกล่าวในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เป็นฐานในการคำนวณ Ceiling Floor ตามปกติ Most Positive Impact: U (+0.59 จุด)/ DELTA (+0.20 จุด)/ SUPER (+0.10 จุด) ,โดยปิดตลาด SET50 Put ปรับตัวขึ้น ตัวอย่างเช่น S50208P1509B +3.5% ขณะที่ดัชนีราคา SET50 Index ปรับตัวลง -0.5% ส่วนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า S50U15 ปิดตลาด -1.0%นอกจากนี้ บริษัทมีงานในมือ (Backlog) มูลค่า 600 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในปีนี้ราว 80% ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการเข้าประมูลงานใหม่ มูลค่ารวมราว 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับงานในสัดส่วน 30% ซึ่งจะทยอยรู้ผลการประมูลงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ทั้งหมด ESC รุกขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าชีวมวลเพิ่มอีก 1 แห่งกำลังการผลิต 35 MWตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้า เปิดตลาดมา SET ติดลบไปถึง 37 จุด (-2.6%) เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์วานนี้ ทำให้มีแรงขายออกมาอย่างมากในหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว, โรงแรม, สายการบิน และสนามบิน ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับมาลักษณะของการ Rebound ระยะสั้นๆปิดตลาดเช้าดัชนีเปลี่ยนแปลง -28.08 จุด มาที่ระดับ 1,380.66 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นที่ 3.8หมื่นล้านบาทKIAT/1.13 ทิศทางจากเครื่องมือตัวหลักๆ ยังให้น้ำหนักอิงทางขึ้น ขณะที่ราคาก็ถือว่าทรงตัวได้ ไม่หลุดแนวรับก็น่าซื้อรอฟื้นตัว เก็งกำไร แนวรับ 1.11 แนวต้าน 1.21 Cut loss 1.08 บ.。

Three recent papers attempt to look at the next stage of the world’s most important relationship.

The Debate on U.S.-China Relations: Make Room, Make Way, or Make Hay
Credit: The White House

The Asia security field is a crowded one these days, and that is a good thing. The region is confronting a number of destabilizing threats: disputes over islands in the South and East China Seas, weak governance in several Southeast Asian nations, and continuing?uncertainty over North Korea’s intentions and capabilities, among others. All are long-term, ongoing challenges, and the more ideas that get out there about how to manage these issues, the better.

No issue gets as much attention, however, as the U.S.-China relationship and what it means for regional security. For most, it boils down to whether the era of U.S. primacy is over. If it is, what should the next stage look like and how does China fit in? If not, how does the United States preserve its role as the fundamental security guarantor in the region and how does China fit in?

Three recent, thoughtful reports/papers attempt to address this question: the first, “Revising U.S. Grand Strategy Toward China”?by my CFR colleague Robert Blackwill and Carnegie Endowment scholar Ashley Tellis; the second, “The Future of U.S.-China Relations Under Xi Jinping: Toward a New Framework of Constructive Realism for a Common Purpose”?(pdf)?by former Australian Prime Minister Kevin Rudd; and the third, “Beyond American Predominance in the Western Pacific: The Need for a Stable U.S.-China Balance of Power”?by Carnegie Endowment scholar Michael Swaine. Each adopts a different approach and arrives at different conclusions, although the Rudd and Swaine analyses are largely compatible. Blackwill and Tellis explicitly seek to develop a roadmap for continued U.S. primacy in the Asia Pacific. Rudd and Swaine, in contrast, argue that such an effort is unrealistic, even harmful, given the realities of U.S. commitments and domestic politics, as well as China’s intentions and growing capabilities. Both Rudd and Swaine seek to have the United States and China sacrifice near-term interests for a longer-term greater good. However, Rudd places a much greater burden of compromise on the United States, while Swaine is more even-handed in his call for accommodation by both sides.

I was most eager to read the Rudd report. I have heard the former prime minister speak on a number of occasions and have always been impressed by his insights. In his report, Rudd assumes the role of peacemaker—trying to bridge the gap between the “private or semi-private narratives each side [the United States and China] may have about the other.” Although ostensibly designed to speak equally to Chinese and U.S. policymakers, the report is, for the most part, designed for a U.S. audience—explaining China and the Chinese perspective to Americans and offering recommendations for Washington.

Rudd’s argument is premised on his belief that Chinese President Xi Jinping is someone with whom the United States can work, that he is prepared to take calculated risks, and that there is now a window in China for Washington and Beijing to strike a grand bargain. According to Rudd, it is up to the United States to use this space as creatively as possible, while it lasts. While this is an appealing narrative, the report does not make?clear why Rudd believes this. Rudd also leaves the reader hanging when he asserts that China will become a more active participant in the reform of the global rules-based order and that it will bring a “new, forthright Chinese voice in the world.” It would have been helpful had the prime minister explained whether this voice will mean more Air Defense Identification Zones or more Asian Infrastructure Investment Banks or both. The implications for the region are vastly different.

Enjoying this article? Click here to subscribe for full access. Just $5 a month.

There are also some off-putting notes. Rudd begins by announcing that the Chinese economy will continue to thrive, noting: “Sorry, but on balance, the Chinese economic model is probably sustainable.” It is an awkward pronouncement that assumes that Americans want the Chinese economy to fail—something very few Americans, in fact, desire. (What Americans do want is a thriving Chinese economy that offers a fair and open trade and investment environment.)

While bold and fun to read, Rudd’s analysis of Xi’s presidency and the potential for significant new cooperation with the United States—should only the United States?seize the moment—ultimately falls short because it is difficult to find the evidence to support it. Xi may well have the political capital to strike a grand bargain, but Rudd’s faith in him notwithstanding, it remains unclear that he wants one.

The lack of demonstrable Chinese interest in a more accommodating regional security posture makes me initially sympathetic to the dominant theme of the Blackwill and Tellis report. As Blackwill and Tellis note, the current Chinese leadership has offered little indication—either in words or action—that it does not have as its endgame supplanting the United States as the regional hegemon. However, the report adopts such an uncompromising stance on any potential for the United States and China to find common ground that it loses me along the way. There is a built-in assumption that China necessarily wants to supplant the United States—not simply this regime at this moment in time. Such a deterministic understanding of Chinese politics and interests ignores ongoing debates within the country and the potential for new understandings to emerge

The recommendations (as in the Rudd report) run several pages, and for the most part, they represent a coherent strategy for the United States. Blackwill and Tellis have flipped the current hedging strategy from its emphasis on engagement with limited containment to containment with limited engagement. Much paper is devoted to strengthening military and economic ties with our allies. Still, it is difficult to understand, at times, how the containment and engagement will all work together—for example, “agreeing on enhanced security confidence-building measures between the two sides” while the United States establishes a new technology-control regime and levies an across-the-board tariff on Chinese economic goods in response to Beijing’s cyberattacks. Whatever its weaknesses, however, the report raises appropriate alarm bells concerning the challenge that many current Chinese economic and security behaviors pose for U.S. interests and the necessity of addressing them directly.

Ultimately, I thought the quietest piece—the one released with the least fanfare—was the most thought-provoking and compelling. Swaine offers a reasonably even-handed assessment of both the U.S. and PRC perspectives and tackles head on the problem that Beijing and Washington have concerning “clashing assumptions and beliefs about the requirements for continued order and prosperity in Asia.” He also identifies several very specific areas for potential cooperation, including the Korean Peninsula, Taiwan, and the management of maritime territorial disputes, and then proceeds to lay out how actual progress might be realized through various trade-offs. For example, he suggests that the United States halt arms sales to Taiwan in return for credible assurances by Beijing that it will not use force against Taiwan (except in the case of a dejure declaration of independence) and acceptance that unification would be peaceful and must involve the consent of people of Taiwan. One can agree or not with all of Swaine’s analysis or prescriptions, but in a much shorter piece, he takes the reader deeper and farther into understanding the challenges at hand and the potential roadmap for resolution.

Elizabeth C. Economy is?C.V. Starr Senior Fellow and Director for Asia Studies at the Council on Foreign Relations. She is an expert on Chinese domestic and foreign policy and U.S.-China relations and author of the award-winning book,?The River Runs Black: The Environmental Challenge to China’s Future.?This post appears courtesy of?CFR.org?and?Forbes?Asia.